มาลีกรุ๊ป ผ่านแผนกลยุทธ์ช่วงแรก สร้างรากฐานและความเข้มแข็งขององค์กร พร้อมก้าวเข้าสู่ช่วงที่สอง มุ่งการเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างยั่งยืน

23 กุมภาพันธ์ 2561

กรุงเทพฯ – 23 กุมภาพันธ์ 2561 – บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เผยผลประกอบการปี 2560 มียอดขาย 5,916 ล้านบาท กำไรสุทธิ 286 ล้านบาท และ EBITDA 535 ล้านบาท

นางสาวรุ่งฉัตร บุญรัตน์ ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MALEE เปิดเผยผลการดำเนินงานสำหรับปี 2560 ว่า “ในปี 2560 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มียอดขาย 5,916 ล้านบาท ลดลง 10% YoY และมีกำไรสุทธิ 286 ล้านบาท ลดลง 46% YoY โดยยอดขายหดตัวจากธุรกิจ Brand ในประเทศ และธุรกิจ CMG ต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ธุรรกิจ Brand ต่างประเทศ ยังคงเติบโตได้อย่างโดดเด่นและต่อเนื่อง ส่วนธุรกิจ CMG ในประเทศ สามารถเติบโตได้เช่นกันจากสินค้าใหม่ๆ สำหรับธุรกิจ Brand ต่างประเทศที่สามารถเติบโตได้สูงถึง 30% YoY นั้น เป็นผลมาจากที่บริษัทฯ ได้ร่วมทำงานอย่างใกล้ชิดกับ Distributor และพันธมิตรในแต่ละประเทศ ในการวางแผนร่วมกันเพื่อเลือกสรรผลิตภัณฑ์และดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาดได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในประเทศที่บริษัทฯ มุ่งเน้น เช่น กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Countries) ในอาเซียน รวมถึงประเทศจีน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ทั้งรายได้และกำไรสำหรับปี 2560 ถือว่าอยู่ในระดับสูงปีหนึ่งนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ”

นางสาวรุ่งฉัตร กล่าวต่อว่า “ยอดขายของบริษัทฯ ลดลงในทิศทางเดียวกับการหดตัวของของตลาดเครื่องดื่มและตลาดน้ำผลไม้พร้อมดื่มในประเทศโดยรวม สืบเนื่องจากภาวะการชะลอตัวของการบริโภคภายในประเทศ โดยสะท้อนไปยังการจับจ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีอัตราการบริโภคสูง (Fast Moving Consumer Goods หรือ FMCG) ซึ่งผู้บริโภคมีการจับจ่ายลดลง ในขณะที่บริษัทฯ มีต้นทุนส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนเพื่อสร้างรากฐานสำหรับรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต แต่การลงทุนบางส่วนยังไม่สามารถสร้างรายได้ในทันที บางส่วนยังใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่หรือยังไม่ถึงจุดที่มีประสิทธิภาพสูงพอ ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยสูงขึ้น จึงทำให้กระทบผลประกอบการของบริษัทฯ ในระยะสั้น หรือนับจากนี้ไปอีกประมาณ 2 ไตรมาส”

“อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ คาดจะกลับมาเติบโตโดดเด่นในปี 2561 ตามแผนกลยุทธ์ธุรกิจระยะยาวของบริษัทฯ 9 ปี (2558 - 2566) ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ช่วงละ 3 ปี ซึ่งระหว่างแผนกลยุทธ์ช่วงที่ 1 (2558 - 2560) ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เน้นสร้างรากฐานและความเข้มแข็งขององค์กรเพื่อรองรับการเจริญเติบโตในอนาคต ได้แก่ 1) การลงทุนพัฒนาปรับปรุงทั้งในส่วนของโรงงาน เครื่องจักร และสำนักงาน เพื่อการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต การลดต้นทุน การปรับปรุงระบบคุณภาพ การรักษาสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเพิ่มความหลากหลายของสินค้าและบรรจุภัณฑ์ 2) การลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนา 3) การเพิ่มบุคลากรที่มีศักยภาพให้เพียงพอต่อแผนการเจริญเติบโตในอนาคต 4) การจัดตั้งบริษัทฯ ย่อยแห่งใหม่ คือ “บริษัท มาลี แอพพลายด์ ไซเอ็นซ์ จำกัด” เพื่อหาทางเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและเป็นการเพิ่มความมั่นคงด้านการจัดหาวัตถุดิบของบริษัทฯ โดยมุ่งพัฒนาสินค้าและนวัตกรรมต่างๆที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Products : HVA) 5) การดำเนินการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจและจัดตั้งธุรกิจการร่วมค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาสินค้าและช่องทางการจัดจำหน่ายตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั่วทั้งภูมิภาค ได้แก่ 5.1) “บริษัท เมก้า มาลี จำกัด” ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาธุรกิจใหม่ทางด้านผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ตอบโจทย์ผู้บริโภคในเรื่องของสุขภาพให้ตรงความต้องการมากขึ้น 5.2) “Monde Malee Beverage Corporation” ในประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อเป็นผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มของบริษัทฯ เพื่อจัดจำหน่ายในประเทศฟิลิปปินส์ 5.3) “บริษัท พีที คีโน่ มาลี อินโดนีเซีย ในประเทศอินโดนีเซีย เพื่อเป็นผู้ผลิตและผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มของบริษัท รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อจัดจำหน่ายในประเทศอินโดนีเซีย และ 5.4) “บริษัท มาลี คีโน่ (ประเทศไทย) จำกัด” ในประเทศไทย เพื่อการนำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าของกลุ่มบริษัท KINO อาทิ ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัว เครื่องดื่ม รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับตลาดในประเทศไทย และ 6) การลงนามเซ็นสัญญาเข้าซื้อ Long Quan Safe Food JSC (LQSF) ผู้ผลิตเครื่องดื่มในประเทศเวียดนาม ในสัดส่วน 65% โดย LQSF มีความได้เปรียบในเรื่องการแข่งขันด้านราคา ซึ่งจะช่วยเสริมฐานการผลิตเครื่องดื่มสำหรับตลาดประเทศเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงจะช่วยให้บริษัทฯ สามารถขยายธุรกิจไปในประเทศเวียดนามจากช่องทางการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศของ LQSF ได้”

“ทั้งนี้ การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่องของบริษัทฯ เป็นไปตามกลยุทธ์แบบสร้างเครือข่ายในระดับภูมิภาคของบริษัทฯ ด้วยการนำเอาจุดแข็งของพันธมิตรในแต่ละประเทศมาเสริมความแข็งแกร่งซึ่งกันและกัน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันเพื่อสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดและยั่งยืนให้กับบริษัทฯ ในระดับภูมิภาคต่อไป”

“โดยโครงการลงทุนต่างๆ ที่บริษัทฯ ได้ดำเนินการมาทั้งหมดนี้ จะเป็นส่วนสำคัญในการวางรากฐานที่แข็งแกร่งของบริษัทฯ ให้สามารถขับเคลื่อนการเจริญเติบโตในอนาคต และในปี 2561 นี้ จะเป็นปีที่บริษัทฯ ครบรอบ 40 ปี และเริ่มก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่ อีกทั้งเป็นปีแรกของช่วงที่ 2 ของแผนกลยุทธ์ระยะยาว ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทฯ วางแผนสำหรับการเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างยั่งยืน ทำให้บริษัทฯ สามารถเริ่มใช้ประโยชน์จากโครงการลงทุนต่างๆ ที่ได้ดำเนินการมาตลอดในช่วงประมาณ 3 ปีที่ผ่านมาได้ โดยเฉพาะตั้งแต่ในช่วงไตรมาส 3/2561 เป็นต้นไป โดยบริษัทฯ จะสามารถทุ่มเททรัพยากรต่างๆ ที่มีไปที่การสร้างรายได้ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากโครงการลงทุนต่างๆ มาเป็นรายได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามอัตราการใช้ประโยชน์จากโครงการลงทุนต่างๆ ที่ผ่านมาทั้งหมดของบริษัทฯ” นางสาวรุ่งฉัตร กล่าวสรุป


กลับขึ้นด้านบน

ติดต่อนักลงทุนสัมพันธ์

+66 (0)2 080 7899 ต่อ 1131 หรือ 1135
© 2019 Malee Group PCL. All rights reserved.