มาลีกรุ๊ป ปรับกลยุทธ์สู้ตลาดน้ำผลไม้ซบเซา เริ่มเห็นพัฒนาการครึ่งปีหลัง ฟื้นตัวปีหน้า

20 สิงหาคม 2561

กรุงเทพฯ – 20 สิงหาคม 2561 – บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MALEE เผยผลประกอบการไตรมาส 2/2561 มียอดขาย 1,327 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 15 ล้านบาท และ EBITDA 43 ล้านบาท

นางสาวรุ่งฉัตร บุญรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MALEE เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2561 ว่า “ในไตรมาส 2/2561 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มียอดขาย 1,327 ล้านบาท ลดลง 3% YoY และมีผลขาดทุนสุทธิ 15 ล้านบาท เนื่องจากการรับรู้ค่าใช้จ่ายที่ปรึกษาทางการเงินและที่ปรึกษาด้านกฏหมาย 22 ล้านบาท จากการเข้าลงทุนใน Long Quan Safe Food JSC (LQSF) บริษัทย่อยแห่งใหม่ในเวียดนาม”

นางสาวรุ่งฉัตร กล่าวต่อว่า “ในไตรมาส 2/2561 ที่ผ่านมา ยอดขายของบริษัทฯ ลดลง 3% YoY จากการลดลงของธุรกิจพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามสัญญาและรับจ้างผลิต (Contract Manufacturing Business: CMG) ต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจ Brand ต่างประเทศเติบโตก้าวกระโดดจากการรับรู้จาก LQSF ตั้งแต่ตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา ในขณะที่ธุรกิจ CMG ในประเทศ ยังคงเติบโตจากทั้งจากสินค้าใหม่และจากสินค้าเดิมบางรายการ โดยยอดขายธุรกิจตราสินค้าของบริษัทฯ (Branded Business: Brand) ในประเทศเติบโตได้เล็กน้อย แม้ยอดขายในกลุ่มน้ำผลไม้ปรับตัวลดลงตามภาวะการหดตัวของตลาดน้ำผลไม้พร้อมดื่มภายในประเทศ แต่ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากยอดขายผลไม้กระป๋องซึ่งมีผลผลิตในฤดูกาลผลิตที่ผ่านมาสูงขึ้น”

นางสาวรุ่งฉัตร ชี้แจงเพิ่มเติมว่า “ตั้งแต่ต้นปี 2560 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน สภาวะอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและอุตสาหกรรมน้ำผลไม้พร้อมดื่มในประเทศหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสภาวะการณ์ที่บริษัทฯ ได้ตระหนักถึงมาโดยตลอด และได้มีความพยายามปรับตัวโดยการวางกลยุทธ์การเพิ่มความหลากหลายของสินค้านอกเหนือจากกลุ่มน้ำผลไม้ 100% แบบดั้งเดิมของบริษัทฯ ซึ่งตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาส 2 จนถึงกลางไตรมาส 3 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เริ่มทยอยออกสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาด เช่น น้ำผลไม้ที่ใช้นวัตกรรมกระบวนการความดันสูง หรือ HPP (High Pressure Processing) และ นมอัดเม็ด เป็นต้น และในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนการออกสินค้าใหม่ๆ นอกเหนือจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เดิมของบริษัทฯ เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกลุ่มสินค้าผลิตภัณท์ของใช้ส่วนตัว (Personal Care) โดยจะเริ่มออกสู่ตลาดในเดือนกันยายน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม แผนการออกสินค้าใหม่ต่างๆ ของบริษัทฯ ค่อนข้างมีความล่าช้ากว่าแผนเดิม ซึ่งส่วนใหญ่ต้องการออกตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาส 2/2561 โดยมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น การออกสินค้ากลุ่มใหม่ หรือสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตรูปแบบใหม่ ที่บริษัทฯ ยังไม่เคยมีการผลิตหรือจัดจำหน่ายมาก่อน ทำให้กระบวนการขอใบอนุญาตต่างๆ ค่อนข้างล่าช้ากว่าที่บริษัทฯ คาดการณ์ไว้ ทั้งในส่วนของการขอใบอนุญาตนำเข้าและการขออนุญาตเลขสารบบอาหาร จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เป็นต้น นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนวิธีการจัดจำหน่ายบางช่องทาง เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ขายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ส่งผลให้การเติบโตของยอดขายของบริษัทฯ มีความล่าช้าออกไปกว่าที่คาด”

นางสาวรุ่งฉัตร กล่าวเสริมว่า นอกเหนือจากรายได้ของธุรกิจปัจจุบันของบริษัทฯ ที่ชะลอตัวลงเร็วและมากกว่าที่คาดการณ์ บริษัทฯ ได้ใช้เวลานานกว่าที่วางแผนไว้ในการสร้างยอดขายจากธุรกิจใหม่และกลุ่มสินค้าใหม่ๆ รวมถึงการที่บริษัทฯ มีต้นทุนส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนต่างๆ เพื่อช่วยให้บริษัทฯ สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต แต่การลงทุนบางส่วนยังไม่สามารถสร้างรายได้ในทันที บางส่วนยังใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่หรือยังไม่ถึงจุดที่มีประสิทธิภาพสูงพอ ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทฯ ไปถึงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้พยายามลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นให้ได้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการต้นทุนของบริษัทฯ ยังไม่อยู่ในจุดที่มีประสิทธิภาพมากพอ เนื่องจากยังมีปัจจัยบางอย่างที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้บริษัทฯ จำเป็นต้องยอมรับภาระต้นทุนที่สูงกว่าที่ควรจะเป็นในช่วงเริ่มต้น ซึ่งส่งผลให้อัตราการทำกำไรน้อยกว่าที่ควรจะได้รับจริง อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว บริษัทฯ มีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยบริษัทฯ ได้ดำเนินธุรกิจตามทิศทางและกลยุทธ์ที่วางเอาไว้อย่างเป็นขั้นตอน ทั้งนี้ บริษัทฯ คาดว่าจะเริ่มเห็นพัฒนาการในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และจะเห็นการฟื้นตัวอย่างชัดเจนในปี 2562 นอกจากนี้ เนื่องจากบริษัทฯ ได้ลงทุนในโครงการที่จำเป็นสำหรับการสร้างยอดขายครบถ้วนแล้ว สำหรับโครงการลงทุนอื่นๆ ที่จะช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานหรือช่วยลดต้นทุนต่างๆ ที่เหลืออยู่ บริษัทฯ จะชะลอการลงทุนออกไปก่อน จนกว่าโครงการลงทุนต่างๆ ที่บริษัทฯ ลงทุนไปแล้ว จะสามารถเปลี่ยนจากค่าใช้จ่ายมาเป็น่รายได้ และส่งผลให้ประกอบการของบริษัทฯ กลับมาฟื้นตัวและเติบโดได้ บริษัทฯ จึงจะไม่มีโครงการลงทุนที่ใช้เงินลงทุนสูงอีกในปีนี้ แต่จะมุ่งเน้นใช้ประโยชน์จากทรัพยากรต่างๆ ที่บริษัทฯ ได้ลงทุนไว้ และเปลี่ยนให้กลายมาเป็นผลกำไรโดยเร็วที่สุด”

“สำหรับช่วงระหว่างปี 2561-2563 เป็นช่วงที่บริษัทฯ ได้เคยวางแผนไว้ว่าจะเป็นช่วงการเติบโตแบบก้าวกระโดดขององค์กร เนื่องจากประเมินว่าจะสามารถเริ่มใช้ประโยชน์จากโครงการลงทุนต่างๆ ที่ผ่านมาได้แล้ว แต่จากปัจจัยลบต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งการหดตัวของอุตสาหกรรมน้ำผลไม้พร้อมดื่มในประเทศ รวมถึงการลดลงของยอดขายของธุรกิจ CMG ต่างประเทศ จากการสูญเสียพื้นที่ขายของลูกค้าของบริษัทฯ ส่งผลให้ยอดขายของบริษัทฯ ในครึ่งปีแรกที่ปรับตัวลดลง 7% YoY ในขณะที่การออกสินค้าใหม่และการเริ่มธุรกิจใหม่มีความล่าช้า รวมถึงการใช้รูปแบบการให้บริการรับจ้างผลิตกับลูกค้าธุรกิจ CMG บางราย เป็นแบบ Partial Service ซึ่งมีความแตกต่างจากแบบ Full Service โดยจะส่งผลให้การเติบโตของปริมาณขายสูงกว่าการเติบโตของมูลค่าขาย แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของ บริษัทฯ ในขณะที่การใช้กำลังการผลิตจะดีขึ้น บริษัทฯ จึงได้ทำการปรับประมาณการยอดขายว่าจะไม่มีการเติบโตในปี 2561 (ปรับลดลงจากกรอบเดิมที่ตั้งไว้ที่ประมาณร้อยละ 30) อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคาดการณ์ว่ายอดขายในครึ่งปีหลังจะยังมีการเติบโตได้ แม้ว่าจะยังไม่สูงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปีนี้ และจะเห็นการฟื้นตัวอย่างชัดเจนในปี 2562” นางสาวรุ่งฉัตร กล่าวสรุป


กลับขึ้นด้านบน

ติดต่อนักลงทุนสัมพันธ์

+66 (0)2 080 7899 ต่อ 1131 หรือ 1135
© 2019 Malee Group PCL. All rights reserved.